ผู้เขียน หัวข้อ: สอนทำขนมปัง มาการอง ของขนมสีสันแจ่มใส หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ เรียนทำอาหาร  (อ่าน 12 ครั้ง)

pramotepra222

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 326
    • ดูรายละเอียด
สอนทำเบเกอรี่ มาการอง ของของหวานสีสันสดใส  หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ เรียนทำอาหารญี่ปุ่น   เรียนทำขนมปัง ขนมไทย, เค้ก, เรียนทำเบเกอรี่ เบเกอรี่ฝรั่งเศส
 
เพราะอะไรธุรกิจร้านขนมปังถึงน่าลงทุน
สามารถทำคนเดียวได้ เพราะว่าถ้าเกิดพวกเราเริ่มต้น จากการรับขนมจากที่อื่นๆมาขาย นั้นก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้ช่วย ซึ่งคนเดียวก็สามารถดูแลร้านได้เอง ทั้งปวง ไม่ต้องลงทุนสำหรับเพื่อการว่าจ้างผู้รับจ้าง และก็วุ่นวายกับคนไม่ใช่น้อย
-ปัจจุบันนี้ ร้านขนมปัง นั้น กับ Lifestyle ของคนสมัยใหม่ เพราะคนรุ่นหลังนิยม ไปนั่งตามร้านค้าของหวาน เพื่อพักผ่อน นั่งคุย สนทนากับเพื่อนพ้อง หรือนั่งอ่านหนังสือ เพื่อบรรเทา การเปิดร้านขนมแบบเต็มรูปแบบ ก็เลยตอบปัญหาข้อนี้ได้ และทำรายได้ให้กับธุรกิจได้ อย่างเป็นกอบเป็นกำ อย่างไม่ต้องสงสัย
-ความนิยมเบเกอรี่ ของคนสมัยใหม่ ที่มีเวลาน้อย เลือกกินเบเกอรี่เป็น อาหารจานด่วน หรือรองท้อง ผู้คนจำนวนมากอาจเคยรับรู้คำว่า “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” เมื่อคุณเดินทางไกล หรืออยู่ในเวลาเร่งด่วน ไม่อาจจะหาที่นั่งทานอาหารได้ การกินขนมที่ซื้อข้างทาง จะช่วยทำให้คุณคลายหิวไปได้ ก่อนที่จะคุณจะทำธุระเสร็จ แล้วก็ไปกินอาหารมื้อใหญ่ถัดไป
การเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนในธุรกิจเบเกอรี่
ก่อนที่จะลงทุนในธุรกิจใดๆก็ตามก็จะต้องมีการจัดแจงให้พร้อมกั่น ซึ่งธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดก็ไม่มีความแตกต่างกัน จำเป็นมากที่ผู้ร่วมลงทุนต้องพิจารณาถึงความพร้อมเพรียงก่อนจะมีการลงทุน ซึ่งเช่น
เงินลงทุน
สำคัญเป็นอันดับหนึ่งก็เนื่องจากว่าเงินลงทุนคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ก่อนการผลิตเบเกอรี่เป็นไปด้วยดี จำนวนเงินลงทุนย่อมนาๆประการตามลักษณะของธุรกิจว่าอยากได้ให้ออกมาในลักษณะใด ซึ่งก็จำต้องวิเคราะห์และก็พิจารณาตามกำลังของตัวอง เพราะเหตุว่าด้วยทั่วๆไปแล้วการลงทุนในขั้นแรกจะเน้นไปที่สิ่งของปกรณ์ ซึ่งนับว่าเป็นต้นทุนคงเดิม และก็จะให้ผลตอบแทนกลับมาภายในช่วงระยะเวลาไม่นาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวควรที่จะเลือกใช้เครื่องมือที่คุณภาพดี มีการรับประกัน แม้จะราคาแพงแม้กระนั้นมั่นอกมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพ
ส่วนต้นทุนอีกอย่างทีเรียกกันว่าเงินลงทุนเปลี่ยนแปร ดังเช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าขนส่ง หรือค่าใช้สอยที่เปลี่ยนแปลงได้ จัดว่ากลุ่มนี้เป็นเงินทุนที่นักลงทุนเองต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเงินทุนสามารถหมุนเวียนได้อย่างไม่ติดขัด
-ความรู้ความเชี่ยวชาญ
ต้องสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดมาก ด้วยเหตุว่าควรทำความเข้าใจถึงใอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้แล้วก็วัตถุดิบทุกอย่างในการทำเบเกอรี่ ควรเรียนรู้ว่าแป้งมีกี่ประเภท น้ำตาลหรือวัตถุดิบตัวอึ่นๆมีคุณสมบัติยังไงใช้เป็นส่วนประกอบในเบเกอรี่แต่ละประเภทเพื่ออะไร นอกเหนือจากนั้นยังจะต้องฝึกฝนและช่ำชองสำหรับในการทำ เบเกอรี่มากพอที่จะควบคุมประสิทธิภาพและรสชาติได้ เพื่อให้ของหวานที่ผลิตมีคุณภาพและก็รสที่เหมือนกัน
ในช่วงเวลานี้ มีโรงเรียนสอนทำเบเกอรีมากมายก่ายกอง เราสามารถเลือกเรียนได้ ได้ตามอยากได้ ทั้งยังสามารถเลือกเฉพาะวิชาที่พอใจได้ ซึ่งส่วนมากแม้เขาเรียนเพียงคอร์สเดียวก็สามารถเอามาปรับใช้และก็ทำขายได้ทันที และก็การเล่าเรียนสูตรและก็กระบวนการทำจากเพื่อนเกลอหรือวงศาคณาญาติ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะไม่ต้องเลยรายจ่ายสำหรับการเข้าเรียนกับโรงเรียนสอนทำเบเกอรี่ต่างๆ
-ศึกษาตลาดแล้วก็คู่ปรับ
ผู้ผลิตควรศึกษาเรียนรู้ถึงสภาวะการตลาดเพื่อกระบวนการทำความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการดำเนินธุรกิจของพวกเรา ควรศึกษาค้นคว้าว่ากาตลาดเบเกอรี่ในตอนนั้นๆเป็นอย่างไร มีกลุ่มคู่ปรับจำนวนประมาณกี่ราย รวมทั้งแต่ละรายมีจุดเด่นข้อด้อยอะไรบ้าง แล้วก็เราต้องหาคุณลักษณะเด่นของพวกเรา และปรับยุทธวิธีเพื่อให้สู้กับคู่แข่งให้ได้ การ มองหา ร้านค้าสำหรับฝากขายมีความสำคัญมากในการที่จะช่วยทำให้ธุรกิจของเราก้าวไปด้านหน้าหรือจะถอยหลัง ร้านที่เห็นควรให้ความสนใจเป็นร้านที่อยู่ในย่านชุมชน มีทำเลดี มีที่จอดรถสำหรับลูกค้าไว้พร้อม มีการเคลื่อนของจำนวนลูกค้าและเวียนผลิตภัณฑ์ตลอดวัน แล้วก็ทางร้านมีแนวโน้มที่จะช่วยพรีเซนเทชั่นผลิตภัณฑ์ของพวกเรา เพื่อไม่ให้สินค้าของเราถูกกักไว้เพื่อคอยส่งคืนคืนสิ่งเดียว
-หาแหล่งวัตถุดิบที่สมควรเรื่องราคาและก็คุณภาพ
การซื้อวัตถุดิบสำหรับเฉพาะแนวทางการทำเบเกอรี่ ย่อมทำให้ได้วัตถุดิบที่แพงถูกกว่าซื้อตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป และก็ยังคงได้เครื่องใช้ไม้สอยในการทำเบเกอรี่อย่างสมบูรณ์
ลักษณะของธุรกิจร้านขนมปัง อาชีพอิสระ รายได้ดี
-รับขนมจากที่อื่นมาขาย
Bakery แบรนด์ HOME ของมหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนดุสิต เป็นตัวอย่างสุด Classic ของ ร้านขนมปัง ลักษณะนี้ เราจะมองเห็นคนนำของหวานแบรนด์ HOME มาเดินขายจากที่ต่างๆหรือจัดโต๊ะขายก็ตาม รูปแบบนี้เป็นแบบอย่างที่เริ่มต้นง่าย เพียงแต่ไปรับขนม และก็นำมาตั้งขาย ไม่ต้องจมทุนไปกับการซื้อเครื่องอบของหวาน ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงทำ แล้วก็ของหวานที่ขายอร่อยแน่ๆ
- ทำของหวานขายเอง
ถ้าคุณมีเงินทุนมากเพิ่มขึ้นมาหน่อย และก็เคยไปเรียนทำ Bakery มา หรือมั่นอกมั่นใจในฝีมือ ธุรกิจร้านเบเกอรี่ชนิดนี้ จะทำเงินได้มากกว่า เพราะเหตุว่าเราไม่ต้องไปรับขนม มาจากที่อื่นๆ ซึ่งมีต้นทุนที่ซื้อมา แพงกว่าของหวานที่พวกเราทำเองอย่างแน่แท้ แต่ก็จำเป็นต้องลองชั่งน้ำหนักมองว่า เงินทุนที่ลงเพิ่มไป จะคุ้มกับรายได้ที่ได้เพิ่มขึ้นมาหรือไม่
- ร้านขนมปังพร้อมที่นั่ง แบบเต็มรูปแบบ
ถ้าเกิดไม่อยากขายเพียงแค่ Bakery สิ่งเดียว และก็คิดว่าของหวานที่ทำขึ้นมา มีดีกว่าเพียงแค่จะเป็นร้านค้าทั่วไป ก็เปิดร้านเบเกอรี่พร้อมที่นั่ง แบบเต็มแบบได้เลย เนื่องจากว่าราคาของหวานจะขายได้แพงกว่า 2 แบบแรก โดยมีจุดมุ่งหมาย ให้เป็นจุดสำหรับนัดพบ สำหรับคนที่มาทานของหวาน นั่งคุยกัน หรือนั่งอ่านหนังสือ ซึ่งเข้ากับ Lifestyle ของคนรุ่นหลังด้วย
 
สูตรคัพเค้ก
 คัพเค้กช็อกโกแลตคาราเมล (สนิกเกอร์ส)
หลังจากชิมคัพเค้กมาถึง 7 สูตรแล้วถ้าหากยังไม่จุใจมาต่อกันด้วยคัพเค้กช็อกโกแลตคาราเมลที่ใช้ขนมสุดอร่อยอย่างสนิกเกอร์สมาเป็นส่วนผสม เนื้อเค้กรสโกโก้ บีบครีมเนยถั่วลงไป ราดซอสคาราเมล ตกแต่งด้วยสนิกเกอร์ส แหม… ทั้งหวานหอมคาราเมลแบบนี้ ชิ้นเดียวไม่พอแน่นอน
ส่วนผสม คัพเค้กช็อกโกแลต
- ผงโกโก้ 1/2 ถ้วย
 - แป้งสาลีอเนกประสงค์ 3/4 ถ้วย
 - เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
 - ผงฟู 3/4 ช้อนชา
 - เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
 - ไข่ไก่ 2 ฟอง (อุณหภูมิห้อง)
 - น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
 - น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย
 - น้ำมันพืช 1/3 ถ้วย
 - กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา
 - บัตเตอร์มิลค์ 1/2 ถ้วย
ส่วนผสม ครีมเนยถั่วฟรอสติ้ง
- เนยจืด 5 ช้อนโต๊ะ
 - เนยถั่ว 1 ถ้วย
 - น้ำตาลไอซิ่ง 1 ถ้วย
 - เฮฟวี่ครีม 1/3 ถ้วย
 - กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
 - เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
 - ซอสคาราเมลสำเร็จรูป (สำหรับราด)
 - สนิกเกอร์สสับ 5-6 แท่ง (สำหรับตกแต่ง)
วิธีทำคัพเค้กช็อกโกแลตคาราเมล (สนิกเกอร์ส)
1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้
 2. เรียงพิมพ์มัฟฟิน 12 ถ้วยบนถาดอบ เตรียมไว้
 3. ทำคัพเค้ก โดยผสมผงโกโก้ แป้งสาลีอเนกประสงค์ เบกกิ้งโซดา ผงฟู และเกลือป่นให้เข้ากัน เตรียมไว้
 4. ตีไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำมันพืช และกลิ่นวานิลลาให้เข้ากันจนเนียน เสร็จแล้วเทส่วนผสมแป้ง 1/2 ส่วนลงไปผสมให้เข้ากัน พักไว้
 5. นำส่วนผสมแป้งอีก 1/2 ส่วนที่เหลือเอาไปผสมกับบัตเตอร์มิลค์ เสร็จแล้วนำไปผสมกับส่วนผสมไข่ไก่จนเข้ากัน
 6. หยอดส่วนผสมคัพเค้กลงในพิมพ์มัฟฟิน นำเข้าเตาอบประมาณ 18-19 นาที หรือจนสุก พักไว้ให้เย็น นำออกมาจากพิมพ์
 7. ทำช็อกโกแลตคาราเมลโดยตีเนยจืดด้วยความเร็วปานกลางประมาณ 1 นาที ใส่เนยถั่วตีต่อจนเข้ากัน ใส่น้ำตาลไอซิ่ง เฮฟวี่ครีม กลิ่นวานิลลา และเกลือป่นลงไปตีให้เข้ากันประมาณ 20 วินาที แล้วมาตีด้วยความเร็วสูงประมาณ 1 นาที
 8. นำไปบีบตกแต่งบนหน้าคัพเค้ก ราดซอสคาราเมล โรยสนิกเกอร์สให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ


เค้กไวท์ช็อกโกแลต
ถ้าเอียนกับดาร์กช็อกโกแลตก็ลองเปลี่ยนมาทำไวท์ช็อกโกแลตบ้างก็ได้ ขอนำเสนอเค้กไวท์ช็อกโกแลต สูตรจาก คุณน้องซาแมนต้า สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เค้กเนื้อแน่นใส่ไวท์ช็อกโกแลตแซมดาร์กช็อกโกแลตตัดเลี่ยน กินกับกาแฟตอนเช้าก็แจ่ม
ส่วนผสม เค้กไวท์ช็อกโกแลต
• เนยจืด 125 กรัม
 • ไวท์ช็อกโกแลต 150 กรัม
 • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 130 กรัม
 • ผงฟู 1 ช้อนชา
 • เกลือป่น 1/3 ช้อนชา
 • ไข่ไก่ (อุณหภูมิห้อง) 2 ฟอง
 • น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม
 • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
 • ไวท์ช็อกโกแลตและดาร์กช็อกโกแลต อย่างละ 80 กรัม (สับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ) สำหรับใส่ในส่วนผสมเค้กเมื่อได้ผสมเสร็จแล้ว
 • อัลมอนด์สไลซ์ (สำหรับโรยหน้าเค้ก) 50 กรัม
วิธีทำเค้กไวท์ช็อกโกแลต
1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส และร่อนแป้งสาลีกับเกลือป่น และผงฟูเข้าด้วยกัน เตรียมไว้
 2. ละลายเนยจืดและไวท์ช็อกโกแลตเข้าด้วยกันด้วยไมโครเวฟประมาณ 30 วินาที นำออกมาคนผสมให้ละลายเข้ากันแล้วนำเข้าไมโครเวฟต่ออีก 20 วินาที นำออกจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น เตรียมไว้
 3. ตีไข่ไก่ด้วยความเร็วสูงสุด ประมาณ 1 นาที เติมน้ำตาลทรายแดงลงไปแล้วตีด้วยความเร็วปานกลาง ประมาณ 2 นาที
 4. เทส่วนผสมเนยกับไวท์ช็อกโกแลตละลายใส่ลงไป ตีต่อด้วยความเร็วต่ำแค่พอเข้ากัน ตามด้วยกลิ่นวานิลลา ตีพอเข้ากัน แบ่งใส่แป้งครึ่งหนึ่งลงไป ตีด้วยความเร็วต่ำแค่พอเข้ากันแล้วใส่แป้งที่เหลือลงไปตีแค่พอเข้ากันแล้วรีบหยุด
 5. ใส่ไวท์ช็อกโกแลตและดาร์กช็อกโกแลตสับลงไป ใช้พายยางคนให้ส่วนผสมเข้ากัน เทส่วนผสมใส่พิมพ์ ใช้พายปาดหน้าเค้กให้เรียบและโรยหน้าด้วยอัลมอนด์สไลซ์
 6. นำเข้าเตาอบ อบนานประมาณ 20-25 นาทีหรือจนกว่าเค้กจะสุก
 
 
ภูมิหลังของของหวานสีสันผ่องใส มาการูนหรือมาการอง (Macaroon)
มาการูน หรือ มาการอง (Macaroon) ของหวานรูปวงกลมสัญชาติประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีสีสันสดใส สอดไส้กึ่งกลาง เชื้อเชิญให้น่ากิน กำลังเป็นที่นิยมอย่างล้นหลามรวมทั้งพบเจอกันได้จำนวนมากตามห้าง ร้านขนมปัง หรือในโฮเต็ลเมืองไทยเวลานี้
 คนใดกันแน่จะทราบบ้างว่าแหล่งกำเนิดที่จริงจริงของอาหารหวานทรงกลมสีสันสดใสที่น่ากินนี้เป็นของหวานที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี มาจากคำว่า "Maccaone หรือ Maccherone" ในภาษาอิตาลี มาการองหรือมาการูน เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1553 โดยเชฟหญิงชาวอิตาลีที่มีนามว่า Catherine de Medicis ในงานสมรสของเธอกับ Duc d'Orleans หรือกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 ของฝรั่งเศส ในอีก 21 ปีถัดมานั่นเอง
มาการองหรือมาการูน เริ่มแรกเป็นขนมที่สร้างขึ้นมากล้วยๆจากอัลมอนต์ น้ำตาลและไข่ขาวเท่านั้น ซึ่งเป็นของที่ราคาแพงไม่แพงและมีคุณค่าทางอาหาร มีการบันทึกไว้ว่าหลานสาวของ Catherine de Medicis และชาวประเทศฝรั่งเศสใช้กินเพื่อประทังชีวิตในยุคสินค้าต่างๆมีราคาแพง
ตราบจนกระทั่งตอนต้นศตวรรษที่ 20 เค้าหน้าของ มาการองหรือมาการูน ก็เปลี่ยนไปเป็นของหวานที่มีสีสันบาดตา แล้วก็นำมาการูนสองแผ่นมาประกบกันโดยมีไส้ "chocolate panache (ช็อกโกแล็ตผสมครีม)" โดย Pierre Desfontaines หลายชายของ Louis Ernest Laduree (Laduree pastry and Salon de the,rue Royale) ร้านเบเกอรี่มีชื่อในประเทศฝรั่งเศส
การทำมาการองโดยประมาณคือ การผสมไข่ขาว น้ำตาลทราย รวมทั้งอัลมอนด์ล้วนๆบดละเอียดกระทั่งเป็นผงเหมือนแป้ง เรียกส่วนผสมนี้ว่า เมอแรงก์ (meringue) ตักเมอแรงก์ใส่กรวยแล้วบีบลงบนถาดอบเป็นชิ้นกลมๆขนาดเล็ก แล้วก็ถูกตากทิ้งไว้ครู่หนึ่งแล้วจึงนำเข้าเตาอบ ออกมาเป็นฝามาการอง (Shell) แล้วทำไส้สอดไว้ตรงกลาง
 การทำมาการองต้นตำรับ แตกต่างตั้งแต่วิธีตระเตรียมเมอแรงก์แบบที่นิยมทำกันในขณะนี้ การทำมาการองแบบต้นตำรับนั้นต้องใช้แนวทางตระเตรียมเมอแรงก์แบบ "เฟรนช์ เมอแรงก์ (French Meringue)" เป็นการตีไข่ขาวกับน้ำตาลแบบไม่ต้องต้ม ใช้มือค่อยๆตีไปเรื่อยๆซึ่งเป็นแนวทางเริ่มแรกที่คนฝรั่งเศสทำมาเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา ร้านค้ามาการองที่เป็นที่รู้จักในขณะนี้ของฝรั่งเศสก็ยังใช้วิธีเริ่มแรกนี้อยู่ แม้กระนั้นในขณะนี้คนส่วนใหญ่ไม่มีผู้ใดทำแล้ว เนื่องจากแนวทางการทำยุ่งยากกว่าวิธีต้มน้ำตาลด้วยความร้อนซึ่งจะมีผลให้ผิวของมาการองแตกต่างกัน แล้วก็แบบเริ่มแรกจำต้องใช้เวลาตากที่อุณหภูมิห้องอย่างน้อย 3 ชั่วโมงถึงจะนำเข้าอบได้ ระหว่างที่แนวทางต้มน้ำตาล ทิ้งไว้เพียงแค่ 15 นาที ก็นำเข้าเตาอบได้เลย
มาการองสมัยปัจจุบันนิยมต้มน้ำตาลทรายที่อุณหภูมิ 118 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อรวมกับไข่ขาวจะมีความแน่นแล้วก็คงตัวช่วยไม่ให้ผิวหน้ามาการองแตกจากการอบ ผิวเรียบสวย แต่ว่าไม่มีความนุ่มเท่ากับแนวทางตีน้ำตาลทราย ไข่ขาวแล้วก็ผงอัลมอนด์ให้ขึ้นฟูเบาๆซึ่งจะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ
การทำมาการองเจ้าตำรับแบบ เฟรนช์ เมอแรงก์ ทำให้จับตัวได้ฝามาการอง (Shell) ซึ่งผิวสัมผัสด้านนอกจะกรอบบางๆกัดนิดหนึ่งจะเจอความอ่อนนุ่มของเนื้อเชลล์แทบละลายในปากผสมกลมกลืนไปกับรสของไส้
เอกลักษณ์ของมาการองอีกจุด คือ "ชายลูกไม้ฝรั่งเศส (skirt)" เป็นส่วนที่เป็นรอยหยักๆบริเวณรอบๆขอบเชลล์ ซึ่งมีสาเหตุจากส่วนผสมและก็การอบที่เหมาะสม ถ้าเกิดอบแล้วไม่มีสเกิร์ตเกิดขึ้น ตัวเชลล์จะเปลี่ยนเป็นขนมผิงที่กรอบทั้งชิ้น
|
ขมป้งบ้านครูแอน อร่อย การันตี เรียนแล้วทำเป็น ชัวร์
|
อยากทำขนมเค้กเป็น อยากทำขนมอร่อยๆ เรียนกับครูแอนเลย
|
ทำขนมเค้กกินเอง ขนมปัง เบเกอรี่ บ้านครูแอน สอนเป็นกันเอง เรียนจบต้องทำเป็นให้จงได้
}
คอร์สแต่งหน้าเค้ก ไส้ขนมปัง เปิดร้านเบเกอรี่ (สอนส่วนตัว) อร่อยเหาะ

เครดิตบทความจาก : http://www.annann201.com/

Tags : สอนทำขนมไทย,อาหารญี่ปุ่น,เรียนทำอาหาร