ผู้เขียน หัวข้อ: สอนทำขนมปัง มาการอง ของของหวานสีสันสดใส หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ เรียนทำอาหาร  (อ่าน 7 ครั้ง)

jeerapunsanook

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2763
    • ดูรายละเอียด
สอนทำเบเกอรี่ มาการอง ของขนมสีสันแจ่มใส  หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ อาหารญี่ปุ่น   เรียนทำขนมปัง เรียนทำขนมไทย, ทำเค้ก, เรียนทำเบเกอรี่ เบเกอรี่ฝรั่งเศส
 
เพราะอะไรธุรกิจร้านเบเกอรี่ถึงน่าลงทุน
สามารถทำผู้เดียวได้ เพราะว่าหากเราเริ่ม จากการรับขนมจากที่อื่นๆมาขาย นั้นก็ไม่จำเป็นต้องว่าจ้างผู้ช่วย ซึ่งผู้เดียวก็สามารถดูแลร้านค้าได้เอง ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ต้องลงทุนสำหรับในการว่าจ้างผู้รับจ้าง แล้วก็วุ่นวายกับคนส่วนมาก
-ตอนนี้ ร้านเบเกอรี่ นั้น กับ Lifestyle ของคนสมัยใหม่ ด้วยเหตุว่าคนสมัยใหม่นิยม ไปนั่งตามร้านค้าขนม เพื่อพัก นั่งคุย เจรจากับเพื่อน หรือนั่งอ่านหนังสือ เพื่อผ่อนคลาย การเปิดร้านของหวานแบบเต็มต้นแบบ ก็เลยตอบโจทย์ข้อนี้ได้ และทำรายได้ให้กับธุรกิจได้ อย่างเป็นกอบเป็นกำ อย่างไม่ต้องสงสัย
-ความนิยมชมชอบเบเกอรี่ ของคนรุ่นหลัง ที่มีเวลาน้อย เลือกรับประทานเบเกอรี่เป็น อาหารจานด่วน หรือรองท้อง หลายๆคนอาจจะเคยรับรู้คำว่า “กองทัพจำเป็นต้องเดินด้วยท้อง” เมื่อคุณเดินทางไกล หรืออยู่ในเวลาเร่งด่วน ไม่อาจจะหาที่นั่งกินอาหารได้ การกินของหวานที่ซื้อข้างทาง จะช่วยทำให้คุณคลายหิวไปได้ ก่อนที่จะคุณจะทำธุระเสร็จ และไปทานอาหารมื้อใหญ่ถัดไป
การเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนในธุรกิจเบเกอรี่
ก่อนที่จะลงทุนในธุรกิจอะไรก็ตามก็จำเป็นจะต้องมีการเตรียมให้พร้อมกั่น ซึ่งธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดก็ไม่ได้มีความแตกต่างกัน จำเป็นมากที่ผู้ร่วมลงทุนต้องพิจารณาถึงความพร้อมก่อนการลงทุน ซึ่งยกตัวอย่างเช่น
เงินลงทุน
สำคัญเป็นอันดับต้นๆก็เพราะเหตุว่าเงินลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ก่อนจะมีการผลิตเบเกอรี่เป็นไปด้วยดี จำนวนเงินลงทุนย่อมต่างๆนาๆตามลักษณะของธุรกิจว่าอยากได้ให้ออกมาในลักษณะใด ซึ่งก็จะต้องวิเคราะห์และพิจารณาตามกำลังของตัวอง เนื่องจากว่าด้วยทั่วไปแล้วการลงทุนในขั้นแรกจะเน้นย้ำไปที่วัสดุปกรณ์ ซึ่งถือได้ว่าเงินลงทุนคงที่ รวมทั้งจะให้ผลตอบแทนกลับมาภายในเวลาไม่นาน โดยเหตุนี้ควรที่จะเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่คุณภาพดี มีการค้ำประกัน แม้จะราคาสูงแต่ว่ามั่นอกมั่นใจได้ถึงคุณภาพ
ส่วนทุนอีกอย่างหนเรียกกันว่าทุนแปรเปลี่ยนแปร ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ ค่าขนส่ง หรือค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงได้ จัดว่าพวกนี้เป็นเงินลงทุนที่นักลงทุนเองจำเป็นต้องตระเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเงินทุนสามารถหมุนวนได้อย่างไม่ขัดข้อง
-วิชาความรู้ความชำนาญ
จำเป็นต้องสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดมาก เนื่องจากว่าควรทำความเข้าใจถึงใอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้และวัตถุดิบทุกอย่างสำหรับเพื่อการทำเบเกอรี่ ควรจะศึกษาว่าแป้งมีกี่ประเภท น้ำตาลหรือวัตถุดิบตัวอึ่นๆมีคุณลักษณะเช่นไรใช้เป็นส่วนประกอบในเบเกอรี่แต่ละชนิดเพื่ออะไร นอกนั้นยังจะต้องฝึกหัดแล้วก็ชำนิชำนาญสำหรับการทำ เบเกอรี่มากพอที่จะควบคุมคุณภาพและรสได้ เพื่อขนมที่ผลิตมีคุณภาพรวมทั้งรสที่เช่นกัน
ทุกวันนี้ มีสถานศึกษาสอนทำเบเกอรีมากไม่น้อยเลยทีเดียว เราสามารถเลือกเรียนได้ ได้ตามต้องการ อีกทั้งสามารถเลือกเฉพาะวิชาที่พึงพอใจได้ ซึ่งส่วนมากถึงแม้เขาเรียนเพียงแต่คอร์สเดียวก็สามารถนำมาปรับใช้แล้วก็ทำขายได้ในทันที รวมทั้งการศึกษาสูตรและก็วิธีทำจากมิตรสหายหรือวงศ์ญาติ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะไม่ต้องเลยค่าใช้สอยในการเข้าห้องเรียนกับสถานที่เรียนสอนทำเบเกอรี่ต่างๆ
-ศึกษาเล่าเรียนตลาดแล้วก็คู่ปรับ
ผู้สร้างควรศึกษาถึงสภาวะการตลาดเพื่อกระบวนการทำความเข้าใจสำหรับเพื่อการดำเนินธุรกิจของเรา ควรศึกษาเรียนรู้ว่ากาตลาดเบเกอรี่ในช่วงนั้นๆเป็นอย่างไร มีกลุ่มคู่ปรับปริมาณราวๆกี่ราย รวมทั้งแต่ละรายมีจุดเด่นข้อด้อยอะไรบ้าง และก็เราต้องหาจุดเด่นของเรา และปรับวิธีการเพื่อสู้กับคู่แข่งขันให้ได้ การ มองหา ร้านค้าสำหรับฝากขายมีความหมายมากมายสำหรับการที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราก้าวไปข้างหน้าหรือจะถอยหลัง ร้านค้าที่เห็นควรมีความสนใจคือร้านค้าที่อยู่ในย่านชุมชน มีทำเลดี มีที่จอดรถสำหรับลูกค้าไว้พร้อม มีการขยับเขยื้อนของปริมาณลูกค้าแล้วก็หมุนวนสินค้าทั้งวัน แล้วก็ทางร้านค้ามีลักษณะท่าทางที่จะช่วยพรีเซนเทชั่นผลิตภัณฑ์ของเรา เพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์ของเราถูกกักไว้เพื่อรอคอยส่งกลับคืนสิ่งเดียว
-หาแหล่งวัตถุดิบที่สมควรอีกทั้งเรื่องราคารวมทั้งประสิทธิภาพ
การซื้อวัตถุดิบสำหรับเฉพาะแนวทางการทำเบเกอรี่ ย่อมทำให้ได้วัตถุดิบที่แพงถูกกว่าซื้อตามห้างทั่วไป รวมทั้งยังคงได้วัสดุอุปกรณ์สำหรับในการทำเบเกอรี่อย่างครบถ้วน
รูปแบบของธุรกิจร้านเบเกอรี่ อาชีพอิสระ รายได้ดี
-รับขนมจากที่อื่นๆมาขาย
Bakery แบรนด์ HOME ของมหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนดุสิต เป็นตัวอย่างสุด Classic ของ ร้านเบเกอรี่ รูปแบบนี้ พวกเราจะมองเห็นคนนำขนมแบรนด์ HOME มาเดินขายตามที่ต่างๆหรือตั้งโต๊ะขายก็ตาม ลักษณะนี้เป็นต้นแบบที่เริ่มต้นง่าย เพียงแต่ไปรับขนม และก็นำมาตั้งขาย ไม่ต้องจมทุนไปกับการซื้อเครื่องอบของหวาน ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงทำ แล้วก็ของหวานที่ขายอร่อยแน่นอน
- ทำขนมขายเอง
ถ้าเกิดคุณมีเงินทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมาหน่อย แล้วก็เคยไปเรียนทำ Bakery มา หรือเชื่อมั่นในฝีมือ ธุรกิจร้านเบเกอรี่ประเภทนี้ จะทำเงินได้มากกว่า เพราะเหตุว่าเราไม่ต้องไปรับของหวาน มาจากที่อื่น ซึ่งมีต้นทุนที่ซื้อมา แพงกว่าขนมที่พวกเราทำเองอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ว่าก็จำเป็นต้องลองชั่งน้ำหนักมองว่า เงินลงทุนที่ลงเพิ่มไป จะคุ้มกับรายได้ที่ได้มากขึ้นมาหรือไม่
- ร้านเบเกอรี่พร้อมที่นั่ง แบบเต็มรูปแบบ
หากไม่ได้อยากต้องการขายเพียงแค่ Bakery สิ่งเดียว และก็คิดว่าของหวานที่สร้างขึ้นมา มีดีกว่าแค่จะเป็นร้านค้าทั่วๆไป ก็เปิดร้านเบเกอรี่พร้อมที่นั่ง แบบเต็มแบบอย่างได้เลย ด้วยเหตุว่าราคาขนมจะขายได้แพงกว่า 2 แบบแรก โดยมีจุดมุ่งหมาย ให้เป็นจุดนัดพบ สำหรับมาทานของหวาน นั่งคุยกัน หรือนั่งอ่านหนังสือ ซึ่งกับ Lifestyle ของคนสมัยใหม่ด้วย
 
สูตรคัพเค้ก
คัพเค้กช็อกโกแลต
เอาใจคนรักช็อกโกแลตด้วยคัพเค้กช็อกโกแลต เบเกอรี่สุดคลาสสิกถูกใจทุกเพศทุกวัย เต็มอิ่มไปกับเนื้อช็อกโกแลตเน้น ๆ ทั้งเนื้อคัพเค้กรสช็อกโกแลต สอดไส้ช็อกโกแลตกานาช และโปะครีมช็อกโกแลตฟรอสติ้งด้านบนอีกด้วย เห็นแบบนี้ต้องจัดสักชิ้นแล้ว
ส่วนผสม คัพเค้ก
- ดาร์กช็อกโกแลตสับ 6 ช้อนโต๊ะ
 - ผงโกโก้ 1/3 ถ้วย
 - กาแฟร้อน 3/4 ถ้วย
 - แป้งขนมปัง 3/4 ถ้วย
 - น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
 - เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
 - เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
 - น้ำมันพืช 6 ช้อนโต๊ะ
 - ไข่ไก่ 2 ฟอง
 - น้ำส้มสายชู 2 ช้อนชา
 - กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
ส่วนผสม ช็อกโกแลตกานาช
- ดาร์กช็อกโกแลตสับ 4 ช้อนโต๊ะ
 - เฮฟวี่ครีม 1/4 ถ้วย
 - น้ำตาลไอซิ่ง 1 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสม ครีมช็อกโกแลตฟรอสติ้ง
- เนยจืด 1+1/4 ถ้วย (อุณหภูมิห้อง)
 - น้ำตาลไอซิ่ง 1 ถ้วย
 - ผงโกโก้ 3/4 ถ้วย
 - เกลือป่น
 - แบะแซ 3/4 ถ้วย
 - กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
 - ช็อกโกแลตละลาย 1 ถ้วย
วิธีทำคัพเค้กช็อกโกแลต
1. ทำช็อกโกแลตกานาชโดยใส่ดาร์กช็อกโกแลตสับ เฮฟวี่ครีม และน้ำตาลไอซิ่งลงในชามทนความร้อน นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 20-30 วินาที นำออกมาคนให้เข้ากัน นำไปแช่เย็นประมาณ 30 นาที
 2. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้
 3. วางเรียงพิมพ์มัฟฟินบนถาดรองอบ เตรียมไว้
 4. ทำคัพเค้กโดยใส่ดาร์กช็อกโกแลตสับและผงโกโก้ลงในชามผสม เทกาแฟร้อนลงไปคนจนละลาย นำไปแช่เย็นประมาณ 20 นาที
 5. ผสมแป้งขนมปัง น้ำตาลทราย เกลือป่น และเบคกิ้งโซดาให้เข้ากัน
 6. ใส่น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำส้มสายชู และกลิ่นวานิลลาลงไปในส่วนผสมช็อกโกแลตกานาชที่เย็นแล้วคนผสมให้เข้ากัน ตามด้วยใส่ส่วนผสมแป้งลงไปคนให้เข้ากัน
 7. หยอดส่วนผสมคัพเค้กลงในพิมพ์มัฟฟิน 3/4 ของถ้วย ตามด้วยช็อกโกแลตกานาชประมาณ 1 ช้อนชา นำเข้าไปอบประมาณ 17-19 นาที นำออกมาพักไว้บนตะแกรงประมาณ 10 นาที เสร็จแล้วนำออกมาจากพิมพ์มัฟฟินแล้วพักทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง
 8. ทำครีมช็อกโกแลตฟรอสติ้งโดยใส่เนยจืด น้ำตาลไอซิ่ง ผงโกโก้ และเกลือป่นลงในเครื่องตีประมาณ 30 วินาที ตีจนเนื้อเนียน ใส่แบะแซและกลิ่นวานิลลาลงไปตีให้เข้ากันประมาณ 5-10 วินาที ใส่ช็อกโกแลตละลายลงไปตีให้เข้ากันประมาณ 10-15 วินาที นำไปบีบตกแต่งบนหน้าคัพเค้กให้สวยงามก่อนเสิร์ฟ


เค้กช็อกโกแลต สูตรไร้แป้ง
สำหรับคนกลัวอ้วนมาลองทำเค้กช็อกโกแลตสูตรไร้แป้งสูตรนี้กัน อร่อยกับดาร์กช็อกโกแลตเน้น ๆ อบจนสุกก็จับแต่งหน้าด้วยไอซิ่งกับราสป์เบอร์รี
ส่วนผสม เค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง
• ไข่ไก่ 8 ฟอง (แช่เย็น)
 • ดาร์กช็อกโกแลตสับ 2 ถ้วย
 • เนยจืด 1 ถ้วย
 • น้ำตาลไอซิ่ง (โรยหน้า)
 • ราสป์เบอร์รี (ตกแต่ง)
วิธีทำเค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง
1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 325 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้
 2. ปูกระดาษรองอบลงในพิมพ์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 นิ้ว ห่อพิมพ์ด้านนอกด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์ เตรียมไว้
 3. ใช้เครื่องตีมือถือตีไข่ไก่ด้วยความเร็วสูงประมาณ 5 นาที พักไว้
 4. ใส่ดาร์กช็อกโกแลตกับเนยจืดลงในชามทนความร้อนนำไปทำละลายบนปากหม้อต้มน้ำเดือด หรือนำเข้าไมโครเวฟประมาณ 30 วินาที แล้วนำออกมาคนผสมให้เข้ากัน ใส่ไข่ที่ตีไว้แล้วลงไปคนผสมให้เข้ากัน
 5. นำส่วนผสมเค้กเทใส่ลงในพิมพ์ เกลี่ยหน้าให้เรียบเนียน จับวางลงไปในหม้อที่ไซส์ใหญ่กว่า เทน้ำต้มเดือดลงไปด้านข้างพิมพ์ประมาณ 1/2 ส่วน นำเข้าไปอบที่อุณหภูมิ 140 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 22-25 นาที เสร็จแล้วเอาเค้กออกมาพักไว้ให้เย็น นำเข้าไปแช่ตู้เย็น ก่อนเสิร์ฟโรยไอซิ่ง ตกแต่งด้วยราสป์เบอร์รี

 
 
ภูมิหลังของของหวานสีสันสดใส มาการูนหรือมาการอง (Macaroon)
มาการูน หรือ มาการอง (Macaroon) ของหวานรูปวงกลมชนชาติประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีสีสันแจ่มใส ใส่ไส้กึ่งกลาง เชิญชวนให้น่ากิน กำลังได้รับความนิยมอย่างมากมายและพบเห็นกันได้จำนวนมากตามห้าง ร้านเบเกอรี่ หรือในโรงแรมประเทศไทยบัดนี้
 คนไหนจะทราบบ้างว่าแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของขนมหวานทรงกลมสีสันผ่องใสที่น่ารับประทานนี้เป็นขนมที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี มาจากคำว่า "Maccaone หรือ Maccherone" ในภาษาอิตาลี มาการองหรือมาการูน เปิดตัวหนแรกในปี ค.ศ. 1553 โดยเชฟหญิงชาวอิตาลีที่มีนามว่า Catherine de Medicis ในงานสมรสของเธอกับ Duc d'Orleans หรือกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 ของฝรั่งเศส ในอีก 21 ปีต่อมานั่นเอง
มาการองหรือมาการูน เริ่มแรกเป็นของหวานที่ทำขึ้นมากล้วยๆจากอัลมอนต์ น้ำตาลแล้วก็ไข่ขาวเพียงแค่นั้น ซึ่งเป็นของที่แพงไม่แพงและมีคุณค่าทางอาหาร มีการบันทึกไว้ว่าหลานสาวของ Catherine de Medicis รวมทั้งชาวฝรั่งเศสใช้รับประทานเพื่อประทังชีวิตในสมัยสินค้าต่างๆมีราคาแพง
จนกว่าตอนต้นศตวรรษที่ 20 เค้าหน้าของ มาการองหรือมาการูน ก็เปลี่ยนไปเป็นขนมที่มีสีสันฉูดฉาด แล้วก็นำมาการูนสองแผ่นมาตามติดกันโดยมีไส้ "chocolate panache (ช็อกโกแล็ตผสมครีม)" โดย Pierre Desfontaines หลายชายของ Louis Ernest Laduree (Laduree pastry and Salon de the,rue Royale) ร้านขนมปังโด่งดังในประเทศฝรั่งเศส
วิธีการทำมาการองอย่างคร่าวๆเป็น การผสมไข่ขาว น้ำตาลทราย รวมทั้งอัลมอนด์ล้วนๆบดละเอียดจนกระทั่งเป็นผงคล้ายแป้ง เรียกส่วนผสมนี้ว่า เมอแรงก์ (meringue) ตักเมอแรงก์ใส่กรวยแล้วบีบลงบนถาดอบเป็นชิ้นกลมๆขนาดเล็ก และก็ต้องตากทิ้งเอาไว้ครู่หนึ่งแล้วจึงนำเข้าเตาอบ ออกมาเป็นฝามาการอง (Shell) แล้วทำไส้ใส่ไว้ตรงกลาง
 การทำมาการองต้นตำรับ ต่างกันตั้งแต่วิธีตระเตรียมเมอแรงก์แบบที่นิยมทำกันในขณะนี้ กระบวนการทำมาการองแบบต้นตำรับนั้นต้องใช้วิธีจัดแจงเมอแรงก์แบบ "เฟรนช์ เมอแรงก์ (French Meringue)" คือการตีไข่ขาวกับน้ำตาลแบบไม่ต้องต้ม ใช้มือเบาๆตีไปเรื่อยซึ่งเป็นแนวทางเริ่มแรกที่คนฝรั่งเศสทำมาเมื่อร้อยปีให้หลัง ร้านมาการองที่มีชื่อในขณะนี้ของประเทศฝรั่งเศสก็ยังใช้แนวทางดั้งเดิมนี้อยู่ แม้กระนั้นในตอนนี้คนส่วนมากไม่มีผู้ใดทำแล้ว เพราะขั้นตอนการทำยุ่งยากกว่าวิธีต้มน้ำตาลด้วยความร้อนซึ่งจะก่อให้ผิวของมาการองต่างกัน แล้วก็แบบดั้งเดิมจำเป็นต้องใช้เวลาตากที่อุณหภูมิห้องขั้นต่ำ 3 ชั่วโมงถึงจะนำเข้าอบได้ ขณะที่แนวทางต้มน้ำตาล ทิ้งไว้เพียงแต่ 15 นาที ก็นำเข้าเตาอบได้เลย
มาการองสมัยปัจจุบันนิยมต้มน้ำตาลทรายที่อุณหภูมิ 118 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อรวมกับไข่ขาวจะมีความแน่นรวมทั้งคงตัวช่วยไม่ให้ผิวหน้ามาการองแตกจากการอบ ผิวเรียบสวย แต่ไม่มีความอ่อนนุ่มพอๆกับวิธีตีน้ำตาลทราย ไข่ขาวแล้วก็ผงอัลมอนด์ให้ขึ้นฟูเบาๆซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความชำนาญ
วิธีการทำมาการองเจ้าตำรับแบบ เฟรนช์ เมอแรงก์ ทำให้จับตัวได้ฝามาการอง (Shell) ซึ่งผิวสัมผัสข้างนอกจะกรอบบางๆกัดนิดนึงจะพบความนุ่มของเนื้อเชลล์แทบจะละลายในปากผสมกันจนกลมกลืไปกับรสชาติของไส้
เอกลักษณ์ของมาการองอีกจุด คือ "ชายอุบายประเทศฝรั่งเศส (skirt)" เป็นส่วนที่เป็นรอยหยักๆบริเวณรอบๆขอบเชลล์ ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากส่วนผสมและการอบที่เหมาะสม ถ้าเกิดอบแล้วไม่มีสเกิร์ตเกิดขึ้น ตัวเชลล์จะเปลี่ยนเป็นขนมผิงที่กรอบทั้งชิ้น
|
ขมป้งบ้านครูแอน อร่อย การันตี เรียนแล้วทำเป็น ชัวร์
|
อยากทำขนมเค้กเป็น อยากทำขนมอร่อยๆ เรียนกับครูแอนเลย
|
ทำขนมเค้กกินเอง ขนมปัง เบเกอรี่ บ้านครูแอน สอนเป็นกันเอง เรียนจบต้องทำเป็นให้จงได้
}
คอร์สแต่งหน้าเค้ก ไส้ขนมปัง เปิดร้านเบเกอรี่ (สอนส่วนตัว) อร่อยเหาะ

เครดิต : http://www.annann201.com/

Tags :  สอนทำเค้ก, เค้ก, ทำเบเกอรี่